วันพุธที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2556

“แล้วถ้าแค่อยากทำผิดอยู่ในใจเรื่อย ๆ โดยปราศจากความละอาย แต่ไม่ได้พูด ไม่ได้ลงมือทำจริง ๆ ล่ะคะ ถือว่าเป็นหนึ่งในสมาชิกของหมู่คนเลวหรือเปล่า?”



“แล้วถ้าแค่อยากทำผิดอยู่ในใจเรื่อย ๆ โดยปราศจากความละอาย แต่ไม่ได้พูด ไม่ได้ลงมือทำจริง ๆ ล่ะคะ ถือว่าเป็นหนึ่งในสมาชิกของหมู่คนเลวหรือเปล่า?”

“คิดเฉย ๆ ไม่ใช่ตัวตัดสิน เขาตัดสินกันตอนพูด ตอนลงมือทำ แต่ก็ประมาท ความคิดไม่ได้ 
เพราะความคิดนี่แหละต้นแหล่งดีชั่วที่แท้จริง ตราบใดยังคิด ตราบ นั้นยังมีสิทธิ์พูดออกมาจริง ๆ ทำออกมาจริง ๆ ”

“แล้วจะจัดการกับความคิดชั่ว ๆ ในหัวยังไงดีล่ะคะ ทุกวันนี้จ๊ะสารภาพกับอาจารย์ เลย ว่ายังมีความคิดเหลวแหลกอยู่มาก 
บางทีก็ทรมานจัง แต่ก่อนตอนเลว ๆ ยังคิด น้อยกว่านี้ด้วยซ้ำ”
อุปการะหัวเราะหึหึ 

“ความอยากหยุดคิด กับความทรมานจากการคิดเหลวแหลกนั่นแหละ ตัวกระตุ้น สำคัญให้ยิ่งคิดมากเข้าไปใหญ่ 
หนูไม่ต้องไปทำอะไร มันจะเกิดก็ให้มันเกิด พิจารณา ดูให้รู้ว่านั่นแค่คลื่นสมองซึ่งผุดกระเพื่อมขึ้นเอง 
ไม่ใช่เจตนาที่ส่งออกมาจากหัวใจ ของเราอย่างแท้จริง”

“ถ้าคิดเลว ๆ แล้วไม่รู้สึกผิด มิเข้าข่ายที่อาจารย์ว่าคิดเลวได้โดยปราศจากความ ละอายหรอกหรือคะ?”

“ความคิดมีอยู่สองแบบ แบบแรกเหมือนสายลมที่พัดมาเองตอนเราเดินอยู่กลางแจ้ง เราบังคับควบคุมไม่ได้ 
ทำได้แค่เพียงรับรู้ว่ามันผ่านมาปะทะเราแล้วปล่อยให้มันผ่าน ไปเฉยๆ ความคิดอีกแบบเหมือนลมที่เกิดจากความจงใจ
พัดโบกของเรา เราสมัครใจ หรือติดใจที่จะคิดอย่างนั้น การคิดด้วยความติดใจและจงใจนี่แหละถึงจะเป็น มโนกรรมเต็มขั้น”
ลานดาวยิ้มอย่างเข้าอกเข้าใจแจ่มแจ้งแทงตลอด

“สรุปคือแค่ปฏิบัติต่อความคิดเลว ๆ เหมือนรู้ว่ามีสายลมพัดฝุ่นทรายมาโดนตัว แล้ว ก็แล้วกันไป 
ไม่ต้องคว้ามาใส่ปากเคี้ยวต่อ อย่างนั้นใช่ไหมคะ?”

อุปการะยิ้มอย่างพึงใจในการอุปมาอุปไมยของหญิงสาว 
(ตอนที่ ๔๑)

ดังตฤณ : กรรมพยากรณ์ ตอนชนะกรรม, 


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น